วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

10 Napkin บทที่ 6 เรือในทะเล


 เรือในทะเล





จนมาถึงตอนนี้คุณคงอยู่ในธุรกิจของคุณเองมาประมาณ หนึ่งอาทิตย์ สองเดือน หรือระยะเวลานานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ที่ทำให้คุณตัดสินใจที่จะเอาจริงและเริ่มเติบโตในธุรกิจของคุณ ในเวลานี้คุณคงได้อุปถัมภ์ใครบางคนเข้ามาในธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การนำเสนอนี้จะสนุกมากถ้าคุณใช้บรรยายเป็นกลุ่ม แทนที่จะมานั่งคุยกันตัวต่อตัว
ในสังคมตะวันตกจะมีคำพังเพยว่า “เมื่อเรือของฉันมาถึง” ซึ่งมีความหมายๆ คล้าย ๆ กับ “รอให้ราชรถมาเกย” ผมเคยได้ยินพวกที่มองโลกในแง่ร้ายบางคนพูดว่า “เมื่อเรือของฉันมาถึง ฉันคงจะอยู่ที่สนามบิน ไม่ก็สถานีขนส่ง” นั่นแปลว่าเขาไม่เชื่อว่าจะมีราชรถเข้ามาเกยได้จริงๆ แต่ในการตลาดเครือข่ายนั้น ท่านสามารถทำให้ “เรือ” หรือ ราชรถ ของท่านมาหาท่านได้จริงๆ และท่านจะอยู่ที่ท่าเรือเมื่อเรือนั้นมาถึง
ผมถามคนหลายๆ คนว่า จะเป็นอย่างไรถ้ามีคนทิ้งเงินมรดกก้อนโตไว้ให้ แท้จริงแล้วโอกาสแบบนั้นคงไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเป็นแน่ ผมเชื่อว่า เราคงเลือกที่จะสร้างให้มันเกิดขึ้น แทนที่จะรอลาภลอยแบบลม ๆแล้งๆ ไปวันๆ ในธุรกิจเครือข่าย เราสามารถสร้างให้มันเกิดขึ้นได้
นี่เป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมผมจึงตื่นเต้นกับธุรกิจเครือข่ายนัก เมื่อคุณออกไปพูดกับผู้คน คุณสามารถให้ความหวังกับเขาว่าเขามีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ต้องทำงานไปอีก 30 – 40 ปี เพื่อที่จะได้เงินดูแลหลังเขาเกษียณอายุ คุณเคยรู้จักใครบ้างไหมที่ทำงานหนัก 30-40 ปี และใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างประหยัดบนเงินบำนาญหรือเงินเก็บที่เขามีอยู่
ธุรกิจเครือข่ายสามารถให้โอกาสที่จะทำให้ฝันของเขาเป็นจริง โดยที่เขาไม่ต้องรอเป็นเวลาถึง 30-40 ปี คนส่วนมากกลัวที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่โชคดีเหลือเกินที่ ธุรกิจเครือข่ายสามารถให้โอกาสผู้คนให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและเริ่มต้นได้โดยไม่กระทบต่องานประจำที่ทำอยู่
เรากำลังแสดงให้คุณเห็นว่าทำอย่างไรคุณจึงจะมีเรือบรรทุกเงินวิ่งเข้ามาในชีวิตกับเขาบ้าง การมีเรือขนเงินมาเต็มวิ่งเข้ามาให้คุณกอบโกยสมบัติต่างๆ บนลำเรือเปรียบได้กับการไปถึงจุดสูงสุดในธุรกิจเครือข่ายที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใดก็แล้วแต่
10napkin-pic5-1
เมื่อเราสอนเรื่องนี้ให้กับใครก็ตามให้เราวาดรูปเรื่องสามลำที่กำลังวิ่งเข้าหาฝั่งขึ้นมา ท่านกำลังยืนอยู่บนฝั่ง รอให้เรือของท่านวิ่งเข้ามาหา เรื่อลำแรกบนสุดเขียนว่า “ทอง” เรื่องลำที่สองเขียนว่า “เงิน” และเรื่อลำที่สามเขียนว่า “ว่างเปล่า” เรือลำนี้แสดงถึงลูกทีมของท่าน ไม่ว่าท่านจะอุปถัมภ์เขาโดยตรงหรือไม่ก็ตาม และเขาจะอยู่ตรงไหนในสายงานของท่านก็ได้
คุณต้องการจะเข้าไปรับสินค้าที่บรรทุกมาบนเรือที่เข้ามาถึงฝั่งใช่หรือไม่ ถ้าแบบนี้เรือลำไหนที่ท่านต้องช่วยให้เข้ามาถึงฝั่งเป็นลำแรกหละ? เรือทองใช่ไหมครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นเหตุใดเล่าเราจึงไปมัวเสียเวลาไปทำงานกับเรือที่ว่างเปล่าอยู่
เรือทอง เปรียบได้กับบุคคลที่คุณนำเข้ามาในธุรกิจ เขาเป็นผู้ที่เห็นโอกาสและต้องการเอาจริงเอาจัง คุณได้ปล่อยให้เขาทำงานเอง คุณคิดว่าพวกเขาคงไม่ต้องการความช่วยเหลือหรือการนำทาง และคุณยังคิดอีกว่าพวกเขาจะทำงานได้และทำงานเป็น เรือทองของคุณอาจทำได้สำเร็จ แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ หากปราศจากการสนับสนุนหรือการสอนให้ทำงานในแนวลึกแทนที่จะเป็นแนวกว้าง หรือขาดการอบรมในเรื่องของทรรศนะคติและการสร้างองค์กรที่ถูกต้อง
เรือที่ว่างเปล่า เปรียบได้กับบุคคลที่เข้ามาในบริษัทหลายเดือนแล้ว แต่คุณต้องพยายามทำให้เขาเห็นว่าธุรกิจเครือข่ายได้ผล และพวกเขาสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้ แต่ว่าเขายังคงมีทรรศนะคติในแง่ลบและท้อถอยง่ายเหลือเกิน
คนส่วนมากจะทำงานกับเรือที่ว่างเปล่าจนกระทั่งเขาได้เข้าใจบทเรียนนี้ หลังจากนั้นเขาจะเริ่มทำงานอย่างจริงจังกับเรือทองของเขา
เมื่อคุณพาใครบางคนเข้าสู่ธุรกิจ เขาจะเข้ามาในฐานะของ “เรือเงิน” การที่เขาจะกลายเป็น “เรือทอง” หรือเรือที่ “ว่างเปล่า” นั้นขึ้นอยู่กับคุณจะร่วมงานกับเขาหลังจากนี้อย่างไร ห้าคนเอาจริงที่คุณต้องไปหา และช่วยให้เขาประสบความสำเร็จนั้นก็เปรียบได้กับการทำงานร่วมกับเรือทอง 5 ลำ ยิ่งคุณสามารถเปลี่ยนเรือเงินให้กลายเป็นเรือทองได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งหาคนเอาจริง 5 คนของคุณได้เร็วเท่านั้น
คุณจะรู้ได้ว่าคนไหนเป็น “คนเอาจริง” หรือ “เรือทอง” โดยดูจากลักษณะต่อไปนี้ คนเอาจริงจะเป็นคนที่:
  1. กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เขาจะโทรมาหาคุณบ่อย ๆ พร้อมกับมีคำถามต่างๆ เพื่อให้คุณตอบ
  2. ต้องการความช่วยเหลือ เขาจะต้องการให้คุณไปกับเขาเพื่อไปช่วยอุปถัมภ์ หรือ ฝึกอบรม
  3. ตื่นเต้นกับธุรกิจ เขามีความเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นเป็นไปได้ และน่าตื่นเต้น
  4. ให้คำมั่นสัญญาว่าเขาจะใช้สินค้าด้วยตัวเองและใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้า, แผนรายได้, และบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
  5. มีเป้าหมาย เป้าหมายนั้นช่วยเป็นแรงขับดันคนให้ทำงานเพื่อบรรลุในสิ่งที่เขาต้องการ อาจไม่ต้องเขียนเป้าหมายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ (แต่เขียนออกมาก็ดี) ตราบใดที่เขามีเป้าหมายเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพยายามทำทุกวีถีทางเพื่อที่จะประสบความสำเร็จตามที่หวัง
  6. มีรายชื่อ รายชื่อที่จะต้องเขียนออกมา เหตุผลที่ต้องเขียนรายชื่อออกมานั้นเพราะว่าคุณสามารถเพิ่มเติมรายชื่อได้ตลอดเวลาและคุณจะไม่ลืมรายชื่อเหล่านั้น สมมติคุณไปยังท้องถิ่นหนึ่งที่คุณไม่เคยไปมานานแล้ว ทันใดนั้นเองคุณนึกถึงใครบางคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เนื่องจากคุณมีสมุดรายชื่ออยู่ตลอดเวลา คุณสามารถจดชื่อของเขาลงในบันทึกได้ทันที สองสามวันให้หลังเมื่อคุณกำลังคิดจะโทรหาใครบางคน คุณสามารถนำรายชื่อขึ้นมาดูแล้วโทรไปหาเขาได้ หากคุณไม่ได้จดไว้ คุณอาจลืมนึกถึงเขาตลอดไป
  7. มีความสุขที่คุณไปอยู่กับเขา เขาจะยินดีเมื่อคุณมาพบเขา ไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจ หรือพบปะสังสรรค์กันทั่ว ๆไป
  8. มีทรรศนะคติที่เป็นบวก เราอยากอยู่ใกล้ๆ กับผู้ที่มีทรรศนะคติที่ดี เพราะเราจะมีความคิดที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้น
โดยทั่วไปแล้วความแตกต่างระหว่างเรือเงินกับเรือทองคือเรือเงินไม่อยู่ในธุรกิจนานพอที่จะเข้าใจธุรกิจนี้จนถึงระดับที่เขาจะเอาจริงเอาจังกับมัน ผมอยากให้คุณระวังถึงคำสามคำที่สำคัญมาก หากคุณเข้าใจสามคำนี้หละก็คุณจะเข้าใจทันทีว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจเครือข่ายได้ผล สามคำนั้นคือ
  1. เปิดโอกาส
  2. มีส่วนร่วม
  3. เลื่อนฐานะ
สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดโอกาสให้กับผู้คนรู้ว่าคุณกำลังทำธุรกิจอะไรอยู่ เมื่อเขาสนใจ ก็ให้เขามีส่วนร่วมในธุรกิจ เมื่อเขามีส่วนร่วมในธุรกิจแล้วสักระยะหนึ่งเขาจะคิดอยู่เสมอว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้แค่ไหนในธุรกิจนี้และเขาจะถูกเลื่อนฐานะในเวลาต่อมา
การเปิดโอกาสให้คนรู้จักธุรกิจเครือข่ายทำได้โดยการแสดงบทที่ 1 ให้คนรู้ถึงช่องทางการกระจายสินค้า 3 วิธี (ค้าปลีก, ขายตรง, และเครือข่าย) และแสดงบทที่ 2 (Napkin Presentations #1) “สองคูณสองเท่ากับสี่
การทำให้เขามีส่วนร่วมทำได้โดยอธิบายถึงสี่สิ่งที่จำเป็นต้องทำ (Napkin Presentations # 3) ให้เขารู้ว่า หากเขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จนั้นเขาต้องทำเช่นไร
การเลื่อนฐานะจะตามมาโดยธรรมชาติเมื่อเขาเข้าใจ Napkin Presentations ทั้งสิบบทและรู้ว่าจะนำบทเรียนทั้งหมดนี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองได้อย่างไร
สิ่งนี้สำคัญมาก เมื่อคุณโทรศัพท์หรือไปพบคนของคุณ ทำให้เขาเข้าใจว่าคุณโทรมาเพื่อต้องการมาช่วยเขา มิได้มากดดันเขา เมื่อคุณโทรไปหาเรือทองของคุณ พวกเขาจะทราบได้เลยว่าคุณต้องการที่จะช่วยพวกเขา ซึ่งคุณจะรู้ได้จากน้ำเสียงในการสนทนานั้นๆ
แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อคุณโทรไปหาเรื่อที่ว่างเปล่าเพราะคุณต้องการช่วยพวกเขา คุณจะรู้สึกได้เลยว่าเขามิได้ตื่นเต้นที่คุณโทรมาแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าคุณกำลังเร่งเขาหรือโทรขอร้องให้เขาทำงาน เมื่อคุณโทรหาเรือที่ว่างเปล่า เขาคิดว่า คุณกำลังกดดันเขา
เรือที่ว่างเปล่านั้นไม่มีเป้าหมาย ไม่มีรายชื่อ และสำคัญที่สุดเขามีทรรศนะคติในทางลบ คุณต้องคอยพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นเป็นไปได้ จงจำไว้ว่า เมื่อเรือที่ว่างเปล่าจมลง จงปล่อยให้มันอับปางลงตามลำพัง แต่ถ้าหากคุณมัวไปทำงานกับเรือที่ว่างเปล่าแทนที่จะทำงานกับเรือทอง เรือว่างเปล่ามันจะลากคุณจมลงไปด้วย ดังนั้นสอนคนของคุณเสมอให้อยู่ห่างจากเรืออันว่างเปล่า และทำงานกับเรือทอง หรือทำงานกับเรือเงินเพื่อให้เปลี่ยนเป็นเรือทอง จงใช้เวลาของคุณในการทำงานกับเรือทองในการสร้างองค์กรของเรือทองนั้น
ในขณะที่คุณก้าวไปข้างหน้า เรือว่างเปล่า และเรือเงินที่ยังไม่เป็นเรือทอง จะเห็นคุณก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจพวกเขา และเขาจะเรียกหาคุณเอง ถ้าทรรศนะคติของใครคนหนึ่งกำลังดิ่งลงหรือเป็นลบอย่างมาก การทำให้ทรรศนะคติของเขากลับเป็นบวกอีกครั้งแทบจะเป็นไปไม่ได้ คุณอาจต้องต้องปล่อยให้มันจมลงก้นทะเลไป แต่หากเขาพร้อมและโทรมาหาคุณเพราะต้องการจะเติบโตไปกับคุณ คุณจะสามารถดึงเขาขึ้นมาและอบรมเขาได้เร็วมาก แต่ถ้าคุณพยายามดึงเขาขึ้นมาในขณะที่ทรรศนะคติเขากำลังดิ่งลงไป (พยายามโทรไปหาเรืออันว่างเปล่าลำเดิมๆครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อบอกให้เขาทำงานหรือมาเข้าอบรม) ไม่ช้าคุณจะโดนคนพวกนี้ดึงลงทะเลไปด้วย
มันจะสนุกมากถ้าคุณนำเรื่องนี้ไปคุยในวงสนทนาของทีมงานของคุณ เมื่อคุณอยู่ด้วยกัน ถามเขาว่า พวกเขาทำงานกับเรือทองกี่ลำ เรือเงินกี่ลำ ?
อย่าโทรไปหาผู้จำหน่ายของคุณแล้วถามคำถามประมาณว่า “คุณขายได้เท่าไหร่ในอาทิตย์ที่แล้ว” เป็นอันขาด ถ้าคุณทำคุณจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสร้างมา เพราะคุณคอยย้ำกับเขาเสมอว่า ไม่จำเป็นต้อง “ขาย”
พวกเขาเพียงแค่ออกไปแบ่งปันความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย อุปถัมภ์ผู้คน และสร้างองค์กร
เมื่อคุณถามเขาว่าขายได้เท่าไหร่ ความคิดที่จะวิ่งขึ้นมาในหัวของเขาเป็นอย่างแรกเลยคือคุณสนใจเพียงแค่คุณจะสร้างรายได้ได้เท่าไหร่จากการทำงานของพวกเขา จงจำไว้ว่า เงิน จะตามมาอัตโนมัติถ้าคุณช่วยให้เขาประสบความสำเร็จก่อน ซิก ซิกลาร์ กล่าวไว้ว่า “คุณจะเอาอะไรในโลกนี้ที่คุณต้องการก็ได้ เพียงคุณต้องช่วยคนอื่นให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการก่อน”
อีกวิธีที่จะโทรไปเพื่อแสดงให้ใครสักคนที่เป็นคนที่คุณอุปถัมภ์โดยตรง (Personal sponsor) เห็นว่าคุณจะไปช่วยเขาจริงๆ ไม่ใช่ไปกดดันเขา แทนที่คุณจะโทรไปแล้วถามเขาว่า “ทำงานได้เท่าไหร่แล้ว” หรือ “ต้องการให้ช่วยอะไรไหม” ให้ทำเช่นนี้ดีกว่าครับ โทรไปหาใครสักคนที่เขาเป็นผู้สปอนเซอร์เข้ามาโดยตรงแล้วถามว่า มีใครที่ต้องการให้ไปช่วยพูด หรือสอนงานไหม หลังจากนั้น โทรไปหาคนที่คุณอุปถัมภ์เข้ามา แล้วบอกว่า คุณพึ่งจะคุยกับทีมงานของเขาซึ่งตื่นเต้นมากและกำลังต้องการความช่วยเหลือ คุณจะไปพร้อมๆ กับเขาและทีมงานของเขาเพื่อร่วมกันทำงาน
ทำให้เขาเห็นว่า คุณกำลังจะ “ช่วย” เขา ไม่ได้ไป “ตรวจสอบ” เขา งานตรวจสอบผู้คนเป็นงานของผู้จัดการในบริษัทขายตรง ไม่ใช่งานที่คุณควรจะทำ เราไม่ได้ทำงานขายตรง แต่เป็นธุรกิจเครือข่ายต่างหาก คุณควรแยกแยะความแตกต่างให้ออก
ผู้แต่งเชื่อว่า คุณคงไม่ใช่ “เรือที่ว่างเปล่า” เป็นแน่ หากคุณเป็นเรือว่างเปล่าคุณคงไม่อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่หากคุณรู้สึกว่าก่อนหน้าที่คุณจะอ่านหนังสือนี้คุณเป็นเรืออันว่างเปล่าหละก็ ตอนนี้คุณคงจะได้ความรู้และแนวคิดที่มากพอที่จะเปลี่ยนเป็น “เรือทอง” ที่เอาจริง หรืออย่างน้อยก็เรือเงิน ที่กำลังจะกลายเป็นเรือทองในเร็วๆ นี้ จงพยายามต่อไปครับ

ที่มาและขอบคุณเพื่อนร่วมธุรกิจ : http://ogworldwide.biz/th/10-napkin-presentations/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น